Amway Logo
สุขภาพ
วิตามินซีควรกินตอนไหนและปริมาณเท่าไร ถึงมีประโยชน์กับร่างกายสุด
  • แหล่งอาหารที่มีวิตามินซี พบได้ในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น อะเซโรลา เชอร์รี ส้ม ฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี มะขามป้อม และผักสดอย่างพริกหวาน ผักคะน้า และบรอกโคลี
  • ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ในเด็กอายุ 1 - 8 ปี ควรได้รับวิตามินซี 25 - 40 mg ต่อวัน เด็กและวัยรุ่นอายุ 9 - 18 ปี ควรได้รับ 60 - 100 mg ผู้ใหญ่เพศชายอายุ 19 ปีขึ้นไป ควรได้รับ 100 mg ต่อวัน ผู้ใหญ่เพศหญิงอายุ 19 ปีขึ้นไป ควรได้รับ 85 mg และสตรีมีครรภ์ควรได้รับ 95 mg ต่อวัน
  • วิตามินซีควรกินหลังอาหาร เพื่อให้ดูดซึมได้ดีและลดโอกาสเกิดระคายเคืองกระเพาะ
  • ประโยชน์ของวิตามินซี ได้แก่ เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ เสริมภูมิคุ้มกัน ปกป้องเซลล์ ลดการอักเสบ ช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแข็งแรงและชุ่มชื้น

วิตามินซีคือสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน กินให้พอดีเพื่อให้ได้ผลดีต่อร่างกาย แล้วปริมาณเท่าไรถึงเหมาะสม? ควรกินตอนไหนเพื่อให้มีประโยชน์ต่อร่างกายที่สุด?

วิตามินซี สำคัญต่อร่างกายอย่างไร

วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ทำให้ร่างกายของเราที่ประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ไม่สามารถเก็บวิตามินซีไว้ได้ เพราะวิตามินซีที่ได้รับจะถูกละลายน้ำ และถูกขับออกทางปัสสาวะไปในที่สุด จึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีจากอาหารอยู่ทุกวัน

วิตามินซีมีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน การดูดซึมธาตุเหล็ก การสร้างคอลลาเจน การรักษาแผล และการเสริมสร้างกระดูก นอกจากนี้ วิตามินซียังจัดเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ที่สามารถป้องกันความเสียหายของร่างกายที่จะเกิดจากสารพิษ และสารเคมีอย่างควันบุหรี่ได้ด้วย2

วิตามินซีหาได้จากที่ไหนบ้าง

วิตามินซีหาได้จากแหล่งอาหารหลักๆ ได้แก่ ผัก ผลไม้ และอาหารเสริมวิตามินซี ดังนี้

วิตามินซีหาได้จากที่ไหนบ้าง

อาหารประเภทผักและผลไม้

ปริมาณวิตามินซีต่อปริมาณผัก 100 กรัม มีดังนี้

ผัก

ปริมาณวิตามินซี (mg)

พริกหวาน

180

ผักคะน้า

120

มะระขี้นก

116

บรอกโคลี

93

ดอกกะหล่ำ

46

 

ปริมาณวิตามินซีต่อปริมาณผลไม้ 100 กรัม มีดังนี้

ผลไม้ปริมาณวิตามินซี (mg)
อะเซโรลา เชอร์รี1,500 - 4,500
มะขามป้อม300
ฝรั่ง160
สตรอว์เบอร์รี66
มะละกอ62
ส้มเขียวหวาน30

อาหารเสริมวิตามินซี

วิตามินซีมีอยู่ในอาหารเสริมในรูปแบบของกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) ซึ่งเป็นรูปแบบที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย และมีประสิทธิภาพสูง วิตามินซียังมีอยู่ในอาหารเสริมในรูปแบบอื่นๆ เช่น แอสคอร์บิล ปาล์มิเตท (Ascorbyl palmitate) เป็นรูปแบบของวิตามินซีที่ละลายในไขมัน ช่วยให้วิตามินซีดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น แอสคอร์เบต (Ascorbate) เป็นรูปแบบของวิตามินซีที่ละลายน้ำได้ เช่นเดียวกับกรดแอสคอร์บิก และซิสเตอิน (Cysteine) เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินซีได้4

วิตามินซีแบบออกฤทธิ์นานกับแบบออกฤทธิ์เร็ว ต่างกันอย่างไร

ปกติแล้วบริเวณฉลากยาจะมีกำกับไว้ว่า Extended Release, Controlled Release, Sustained Release, Modified Release, Slow Release Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของยาในร่างกาย โดยการออกฤทธิ์ของยานี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับวิตามินซีในบางยี่ห้อด้วยเช่นกัน ทำให้สามารถแบ่งการออกฤทธิ์ของวิตามินซีได้ดังนี้

  • วิตามินซีแบบออกฤทธิ์นาน จะควบคุมการออกฤทธิ์ ทั้งการแตกตัว ดูดซึม เข้าสู่อวัยวะเป้าหมาย ปลดปล่อยสารอย่างช้าๆ คงที่ และต่อเนื่องเป็นเวลานาน 4 - 8 ชั่วโมง เหมาะกับคนที่ขาดวิตามินซี
  • วิตามินซีแบบออกฤทธิ์เร็ว จะออกฤทธิ์โดยการปลอดปล่อยสารเข้าสู่อวัยวะเป้าหมายเพียงครั้งเดียว ทำให้ร่างกายได้รับระดับวิตามินซีสูงในทันที แต่จะอยู่ในร่างกายได้เพียง 2 ชั่วโมง แล้วถูกขับออกทางปัสสาวะ

ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน

วิตามินซีควรกินวันละเท่าไร? ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับต่อ 1 วัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ เพศ และปริมาณอาหารที่กิน ดังนี้

ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
อายุปริมาณ (mg) / วันเทียบกับปริมาณวิตามินซีในส้ม (ส้ม 1 ลูกมีวิตามินซี 70 mg)
เด็กอายุ 1 - 8 ปี25 - 40ส้มครึ่งลูก
เด็กและวัยรุ่นอายุ 9 - 18 ปี60 - 100ส้ม 1 ลูกครึ่ง
ผู้ใหญ่เพศชายอายุ 19 ปีขึ้นไป100ส้ม 1 ลูกครึ่ง
ผู้ใหญ่เพศหญิงอายุ 19 ปีขึ้นไป85ส้ม 1 ลูก
สตรีมีครรภ์95ส้ม 1 ลูกครึ่ง

วิตามินซีควรกินตอนไหน กินก่อนนอนได้ไหม?

การกินวิตามินซีไม่ใช่ว่าจะกินตอนไหนก็จะได้ประโยชน์เท่ากัน แล้ววิตามินซีควรกินตอนไหนดีที่สุด? ซึ่งการกินวิตามินซีพร้อมอาหารเช้า และเย็นภายใน 2 - 3 ชั่วโมง จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายสามารถซึมซับวิตามินซีได้มากที่สุดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกินวิตามินซี ควรกินร่วมกับแคลเซียม แมกนีเซียม และไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) ผู้ที่เป็นเบาหวานควรกินวิตามินซีวันละ 1,000 mg เพื่อลดสารแอนติออกซิแดนท์ การอักเสบของหลอดเลือด และเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไตวาย3

หรือใครที่เป็นหวัด ควรกินวิตามินซี 1,000 mg วันละ 2 เวลา เพื่อช่วยลดระดับฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดน้ำมูกได้ถึง 40%3 พยายามอย่ากินวิตามินซีสูงกว่าที่ร่างกายจะรับได้ เพราะอาจเกิดอาการท้องเสียได้ เพราะร่างกายของแต่ละคนมีการย่อยวิตามินซีแตกต่างกัน  

วิตามินซีกินคู่กับอะไรได้บ้าง

ก่อนจะกินวิตามินซีควรพิจารณาให้ดีก่อนว่าเหมาะสมที่จะกินคู่กับอะไรบ้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานให้ร่างกายได้รับประโยชน์

  • คอลลาเจนเปปไทด์ ชนิดโมเลกุลเล็ก เพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานของทั้งคอลลาเจนเปปไทด์ และวิตามินซี ให้สามารถสร้างคอลลาเจนที่ช่วยบำรุงผิวพรรณได้11
  • ธาตุเหล็ก ควรกินคู่กับวิตามินซี หรือผลไม้รสเปรี้ยว เพื่อช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กทำงานดีขึ้น11
  • แคลเซียม วิตามินซีช่วยสร้างคอลลาเจนที่มีส่วนสำคัญต่อข้อต่อและกระดูก วิตามินซียังช่วยเรื่องการดูดซึมแคลเซียม ทำให้เมื่อกินคู่กันจะยิ่งเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูกมากขึ้น
  • วิตามินเอและอี เมื่อกินคู่กับวิตามินซีจะให้ประโยชน์เรื่องต้านอนุมูลอิสระ
วิตามินซีกินคู่กับอะไรได้บ้าง

วิตามินซีไม่ควรกินคู่กับอะไร

วิตามินซีห้ามกินคู่กับอะไรบ้าง? ก่อนจะกินวิตามินซี ควรพิจารณาให้ดีก่อนว่าไม่เหมาะสมที่จะกินคู่กับอะไร เพื่อป้องกันผลข้างเคียงต่อร่างกายที่อาจจะเกิดขึ้นได้  

  • Vitamin B12 ไม่ควรกินร่วมกับวิตามินซี เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามิน B12 ได้น้อยลง หากจะกินร่วมกัน ควรรอเวลาให้มีระยะห่างประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง12
  • ยาคุมกำเนิด หากกินคู่กับวิตามินซี จะช่วยให้เกิดการดูดซึมยาคุมกำเนิดมากขึ้น ส่งผลให้คลื่นไส้ จนยาคุมออกมากับอาเจียน จึงอาจมีผลกับประสิทธิภาพด้านการคุมกำเนิดได้13

ชนิดและรูปแบบของวิตามินซี

นอกจากวิตามินซีจะมีอยู่มากมายในอาหารแล้ว วิตามินซียังอยู่ในรูปแบบของอาหารเสริมอีกหลายชนิดด้วย3 ดังนี้

 

รูปแบบของวิตามินซีลักษณะและการ       ออกฤทธิ์ปริมาณการกินที่เหมาะสมเหมาะกับใคร

วิตามินซีแบบอัดเม็ด

มีลักษณะเป็นเม็ด ที่มักออกฤทธิ์แบบค่อยๆ ปล่อยวิตามินซีออกมาอย่างช้าๆ

มีขนาดตั้งแต่ 25 - 1,000 mg แต่นิยมจำหน่ายแบบ 500 และ 1,000 mg

เหมาะกับคนทั่วไป และสามารถกิน 1 - 2 เม็ดต่อวันได้

วิตามินซีแบบเม็ดอม

มีลักษณะเป็นเม็ด ที่ค่อยๆ ปล่อยวิตามินซีออกมาในปากระหว่างอม

มีขนาดตั้งแต่ 25 - 500 mg

เหมาะกับคนที่ไม่ชอบกลืนยาเม็ด

วิตามินซีแบบเม็ดเคี้ยว

มีลักษณะเป็นเม็ด ค่อยๆ ปล่อยวิตามินซีออกมาจากการเคี้ยวในปาก

โดยทั่วไปมี 30 mg รสชาติหวาน 

เหมาะสำหรับเด็ก

วิตามินซีแบบเม็ดฟู่

มีลักษณะเป็นเม็ดที่ละลายในน้ำแล้วเกิดฟอง จึงควรละลายในน้ำก่อนแล้วค่อยกิน

นิยมจำหน่ายแบบ 500 และ 1,000 mg 

เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถกลืนยาเม็ดขนาดใหญ่ได้ หรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาการดูดซึม

วิตามินซีแบบแคปซูล

มีลักษณะเป็นเม็ดแคปซูล มีทั้งแบบแข็ง และแบบนิ่ม

แคปซูลจะมีขนาด 500 mg 

เหมาะกับคนที่กินแบบเม็ดยาก

วิตามินซีแบบสารละลายสำหรับฉีด

ออกฤทธิ์เร็ว และร่างกายนำไปใช้ได้ทันที

มีปริมาณอยู่ที่ 500 mg เหมาะกับการต้านหวัด

เหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว

กินวิตามินซี 1000 mg ทุกวัน ช่วยอะไรบ้าง?

แม้ว่าปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับต่อวันจะเป็นไปตามตารางด้านบน แต่เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด ควรได้รับในปริมาณประมาณ 1,000 mg ต่อวัน เพื่อประโยชน์ดังนี้

ข้อควรระวังระวังในการกินวิตามินซี

วิตามินซีจะมีประโยชน์และเป็นวิตามินที่ร่างกายขาดไปได้ แต่ก็มีข้อควรระวัง ดังนี้

  • วิตามินซีไม่ควรกินเกิน 2,000 mg ต่อวัน เพราะจะทำให้ท้องเสียได้
  • หากกินวิตามินซีจากอาหารเสริม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้
  • ควรอ่านฉลากอย่างละเอียดและปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต
  • ไม่ควรกินวิตามินซีตอนท้องว่าง เพราะวิตามินซีมีความเป็นกรดอยู่ จึงทำให้การกินวิตามินซีในขณะที่ท้องว่างอาจจะทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ และหากกินตอนท้องว่างบ่อยๆ ก็อาจทำให้กระเพาะเสียหายได้
  • วิตามินซีไม่ควรกินคู่กับยาบางประเภท ได้แก่ ยากลุ่มโรคไต ยาเคมีบำบัด ยาคุมกำเนิด ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ ยารักษาโรคเบาหวาน ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านการแข็งตัวเลือด ยาลดไขมันสแตตินและไนอะซิน ดังนั้น ผู้ที่มียาประจำควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินวิตามินซี3
  • วิตามินซีแบบเคี้ยวจะมีน้ำตาลสูง หากกินบ่อยเกินไปอาจทำให้เกิดอาการฟันผุได้
  • วิตามินซีแบบเม็ดฟู่ควรปล่อยให้ละลายจนฟองหมดก่อนกิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแน่นท้อง
ข้อควรระวังระวังในการกินวิตามินซี

สรุป

วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ และร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมไว้ได้ จึงควรได้รับอย่างสม่ำเสมอจากอาหารหรืออาหารเสริม โดยร่างกายจะดูดซึมวิตามินซีได้ดีที่สุดภายใน 2 - 3 ชั่วโมงหลังกิน ดังนั้น การกินหลังอาหารจะช่วยให้ดูดซึมได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

ประโยชน์ของวิตามินซีคือ มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ลดการอักเสบ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ควรกินไม่เกินวันละ 2,000 mg เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยไม่เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิตามินซี (FAQ)

References

  1. โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน. วิตามินบำรุงตา ป้องกันตาเสื่อมสภาพ. paolohospital.com. Published 8 February 2021. Retrieved 24 November 2023.
  2. American Heart Association. Vitamin C Intake, Circulating Vitamin C and Risk of Stroke: A Meta-Analysis of Prospective Studies. ncbi.nlm.nih.gov. Published 19 December 2013. Retrieved 24 November 2023.
  3. Bangkok Hospital. รู้จักชนิดวิตามินซีและการทานที่ถูกต้อง. bangkokhospital.com. Retrieved 24 November 2023.
  4. Carr, A. C., & Maggini, S. (2017). Vitamin C and Immune Function. ncbi.nlm.nih.gov. Published 3 November 2017. Retrieved 24 November 2023.
  5. Kubala, J. When Is the Best Time to Take Vitamins?. healthline.com. Published 19 January 2021. Retrieved 24 November 2023.
  6. Madrid, E. Vitamin C: 6 Different Forms, Their Benefits, + How to Use Them. th.iherb.com. Published June 2020. Retrieved 24 November 2023.
  7. Moritz, B., Schmitz, A. E., Rodrigues, A. L. S., Dafre, A. L., & Cunha, M. P. The role of vitamin C in stress-related disorders. pubmed.ncbi.nlm.nih.gov. Published 3 July 2020. Retrieved 24 November 2023.
  8. NHS. Vitamin C. Vitamins and minerals. nhs.uk. Published 3 August 2020. Retrieved 24 November 2023.
  9. Zelman, K. M. The Benefits of Vitamin C: What can vitamin C do for your health?. webmd.com. Published 15 March 2022. Retrieved 24 November 2023.
Chat with bot