น้ำมันปลาช่วยเรื่องอะไร? 8 ประโยชน์น่าทึ่งที่คุณต้องรู้
น้ำมันปลามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สำคัญอย่าง DHA และ EPA ที่เป็นกรดไขมันโอเมกา 3 ในปริมาณที่สูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ การกินน้ำมันปลาเสริมจากอาหารมื้อหลัก จึงช่วยให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายๆ ด้าน โดยสามารถจำแนกประโยชน์ของน้ำมันปลาว่าช่วยเรื่องอะไรบ้าง ได้ดังนี้
1. สุขภาพของหลอดเลือดและหัวใจ
โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ โดยผลการวิจัยพบว่า การกินน้ำมันปลา หรือปลาเป็นประจำ จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ โดยน้ำมันปลามีประโยชน์ต่อสุขภาพของหัวใจในด้านต่างๆ2 ดังนี้
- ลดโอกาสการเกิดภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง สามารถลดไตรกลีเซอไรด์ได้ 15-30%
- เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) และอาจลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL)
- ลดความดันในเลือด ในผู้ที่มีความดันเลือดสูง
- ช่วยในการไหลเวียนของเลือด จึงลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
- ลดโอกาสการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน เนื่องจากช่วยยับยั้งการจับตัวกันของเกล็ดเลือด และลดภาวะการอักเสบ
2. กระตุ้นการทำงานของสมอง
กรดไขมัน DHA ที่มีอยู่ในน้ำมันปลาเป็นกรดไขมันโอเมกา 3 ซึ่งเป็นไขมันพื้นฐานที่พบได้ในเซลล์สมองมากถึง 40% จากงานวิจัยพบว่า ระดับกรดไขมัน DHA ที่ลดลงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ได้ อีกทั้งยังมีการศึกษาพบว่า ความสมดุลของกรดไขมันมีผลต่อภาวะซึมเศร้า โดยผู้ที่มีระดับกรดไขมันโอเมกา 3 ต่ำกว่าปกติ และมีโอเมกา 6 สูง มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้รุนแรงมากกว่า
รวมถึงมีงานวิจัยกล่าวว่า การกินน้ำมันปลามีส่วนช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้นในผู้มีภาวะถดถอยทางสมอง ทั้งนี้ อาจจะสามารถช่วยได้มากเมื่อเริ่มกินในช่วงแรกที่การทำงานของสมองลดลง1
3. เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
ผิวหนังของคนเรานั้นมีโอเมกา 3 อยู่เป็นจำนวนมาก แต่สุขภาพผิวจะค่อยๆ เสื่อมถอยลง เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น น้ำมันปลาประกอบไปด้วย DHA และ EPA ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ น้ำมันปลาจึงช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และเพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิวหนัง
โดยจากผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่กินน้ำมันปลาเป็นเวลา 60 วัน มีความชุ่มชื่นของผิวหนังเพิ่มขึ้น 30% และมีงานวิจัยพบว่า การกินน้ำมันปลาที่มีกรดไขมัน EPA ปริมาณตั้งแต่ 1-14 กรัม และกรดไขมัน DHA ปริมาณตั้งแต่ 0-9 กรัม ทุกวันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน ช่วยให้อาการของโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังดีขึ้น และช่วยลดการแห้งแตกของผิวหนัง4
4. เสริมสร้างสุขภาพที่ดีของดวงตา
กรดไขมัน DHA นอกจากจะพบได้มากในสมองแล้ว ยังพบได้มากในจอประสาทตาด้วย ซึ่งมีมากถึง 60% ของกรดไขมันในประสาทตา โดยมีผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ได้รับโอเมกา 3 ไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงต่อโรคทางตามากขึ้น เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งการกินน้ำมันปลาในปริมาณที่สูงเป็นเวลา 19 สัปดาห์ สามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ มีการมองเห็นที่ดีขึ้นได้3
5. รักษาความหนาแน่นของกระดูก
โอเมกา 3 มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพกระดูก โดยมีคุณสมบัติช่วยชะลอการสลายตัวของมวลกระดูก และกระตุ้นการสะสมแคลเซียมในโครงสร้างกระดูก งานวิจัยพบว่า การกินอาหารเสริมโอเมกา 3 ช่วยรักษาความหนาแน่นของกระดูกในสตรีวัยทอง ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบาง นอกจากนี้ โอเมกา 3 ยังมีคุณสมบัติยับยั้งการสะสมแคลเซียมในหลอดเลือด และเซลล์มะเร็งอีกด้วย10
6. เสริมสร้างสุขภาพเซลล์ในร่างกายให้แข็งแรง
โอเมกา 3 ช่วยเสริมสร้างสุขภาพเซลล์ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบประสาท และสมอง DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมกา 3 ชนิดหนึ่ง มีความจำเป็นต่อการพัฒนาเซลล์ประสาท และการเจริญเติบโตของสมองทั้งในทารก และผู้ใหญ่
นอกจากนี้ โอเมกา 3 ยังช่วยในการส่งสัญญาณประสาท ควบคุมกระบวนการอักเสบ และป้องกันความเสียหายของเซลล์จากความเครียดออกซิเดชัน การรวมตัวของโอเมกา 3 กับเยื่อหุ้มเซลล์ช่วยปรับปรุงการทำงาน และการสื่อสารระหว่างเซลล์
7. ลดภาวะอักเสบ
น้ำมันปลาสามารถต้านการอักเสบ ซึ่งการอักเสบเรื้อรังมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคซึมเศร้า และโรคหัวใจ รวมถึงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ ข้อฝืด ข้อเสื่อม และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ด้วย จากงานวิจัยหลายงานพบว่า DHA เป็นกรดไขมันสำคัญที่สามารถต้านการอักเสบได้ โดยลดระดับไซโตไคน์ ซึ่งเป็นตัวช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ ยังอาจลดการอักเสบของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นหลังการออกกำลังกายได้ด้วย
8. ช่วยบรรเทาอาการ หรือลดความเสี่ยงการเกิดโรค
น้ํามันปลาช่วยลดความเสี่ยงโรคอะไรบ้าง? ในน้ำมันปลามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในกลุ่มโอเมกา 3 ที่สำคัญอย่าง DHA และ EPA ที่มีส่วนช่วยบรรเทาอาการ หรือลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ มากมาย2 ดังนี้
- โรคหลอดเลือดหัวใจ: น้ำมันปลามีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว และทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
- โรคความดันโลหิตสูง: ช่วยให้ความดันลดลงในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
- โรคอัลไซเมอร์: กรดไขมันชนิด DHA ช่วยป้องกันสมองเสื่อมได้ โดยเพิ่มสารที่ช่วยลดการสร้างเส้นใยที่ทำลายใยประสาทส่วนความจำ
- ภาวะซึมเศร้า: โอเมกา 3 ช่วยปรับสมดุลของกรดไขมันในร่างกาย ทำให้อาการซึมเศร้ารุนแรงน้อยลง
- โรคข้อเข่าเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์: โอเมกา 3 โดยเฉพาะกรดไขมัน DHA สามารถต้านการอักเสบได้ โดยทำให้ระดับไซโตไคน์ (Cytokine) ลดลง
- โรคเบาหวาน: กรดไขมัน EPA มีผลช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
- โรคไมเกรน: กรดไขมัน EPA และ DHA ที่พบมากในปลา สามารถช่วยลดอาการ และความถี่ในการปวดหัวไมเกรน
- โรคหอบหืด: ในน้ำมันปลามีโอเมกา 3 ที่เมื่อได้รับมากเพียงพอ อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ จะช่วยลดการอักเสบ และอาการหอบหืด โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็ก
- โรคผิวหนังบางชนิด: เช่น โรคสะเก็ดเงิน กรดไขมัน EPA และ DHA ช่วยให้ผิวหนังอักเสบ และผิวแห้งแตกอาการดีขึ้น
